คนรวยอยากได้ ซุปเปอร์คาร์หัวใจสันดาปฯ มากกว่า ซุปเปอร์คาร์ขุมกำลังไฟฟ้าล้วน
Written by Ronnakit on 23 พฤษภาคม 2024
Rimac ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตหน้าใหม่ ที่ทำตลาดรถยนต์ระดับซุปเปอร์คาร์ต้องหวั่นไหวครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว Rimac Nevera ซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้าออกมา พร้อมกับสมรรถนะที่แม้แต่เจ้าตลาดหลายๆคันยังหวั่น แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อถึงเวลาของการลุยตลาดจริง
เพราะจากการเปิดเผยข้อมูลโดย Mate Rimac ผู้บริหารสูงสุดของ Rimac ระบุแบบยอมรับกันตามตรงว่า Rimac Nevera รถซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าของแบรนด์ ไม่สามารถทำยอดขายได้ดีตามที่ตนเองหวังเท่าไหร่นัก
เพราะแม้มันจะมาพร้อมกับสมรรถนะที่แรง และเร็วกว่ารถซุปเปอร์คาร์ขุมกำลังสันดาปไปหลายคัน แถมยังครองสถิติรถโปรดักชันคาร์ที่เร็วที่สุดในเนอร์เบิร์กริง แต่จากแผนการตั้งเป้าผลิตรถขายให้ได้ราวๆ 150 คัน นับตั้งแต่วางขายจริงตั้งแต่ปี 2022 จนตอนนี้ตัวรถกลับสามารถมองหาเจ้าของที่ครอบครองมันได้เพียง 50 คันเท่านั้น และมีทีท่าว่าอัตราการเดินยอดขายจะช้าลงไปเรื่อยๆอีกด้วยหลังจากนี้
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Rimac Nevera ไม่สามารถเดินยอดอขายได้ดีเท่าไหร่นัก แม้มันจะมีสมรรถนะตัวรถที่เจ๋งพอตัว ทาง CEO ของแบรนด์ก็ระบุว่ามันเกิดจากในมุมมองของลูกค้าซึ่งเป็นระดับอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย รถซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้านั้นดูมีสเน่ห์น้อยกว่าซุปเปอร์คาร์ขุมกำลังสันดาปภายใน และทำให้มันไม่เหมาะที่จะนำมาสะสมไว้ในคอลเลคชันที่ตนต้องมี
“เราเริ่มการพัฒนา Nevera ในช่วงปี 2016-2017 ซึ่งตอนนั้นรถยนต์ขุมกำลังไฟฟ้ายังถูกมองว่าเจ๋ง” Rimac กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับเหล่าสื่อ “(แต่ในตอนนี้) เรากลับพบว่าถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเตรียมจะกลายเป็นยานยนต์กระแสหลัก, ทว่ากลุ่มผู้ใช้ในระดับบนกลับต้องการสิ่งที่ทำให้พวกเขาดูแตกต่างออกไป”
โดย Mate Rimac ได้ยกตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบรถยนต์ของเขาเป็นนาฬิกาสมาร์ทวอชท์ อย่าง Apple Watch ว่าแม้มันจะมีขีดความสามารถในการใช้งานที่สูงแค่ไหน สามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์มากเท่าไหร่
แต่เหล่าเศรษฐีก็ยังคงต้องการและหลงไหลใน นาฬิกาแบบกลไก ที่แม้จะดูโบราณ (เพราะใช้กันมานาน) และมีความสามารถหลักแค่เพียงใช้บอกเวลา ซึ่งก็แม่นยำน้อยกว่า เพราะเป็นระบบกลไกที่ต้องมีการปรับตั้งค่ากันอยู่บ่อยๆ แต่นาฬิกาแบบกลไกเหล่านั้น ก็ยังดูน่าสนใจและให้คุณค่าทางจิตใจต่อลูกค้าเหล่านั้นมากกว่ามาโดยตลอดจนตอนนี้
“นาฬิกาอย่าง Apple Watch สามารถทำทุกอย่างได้ดีกว่า, มันสามารถทำสิ่งต่างๆได้ตั้งเป็นพันอย่าง, มันแม่นยำกว่ามาก, มันสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจคุณได้ด้วยซ้ำ, แต่ไม่มีใครอยากจ่ายเงิน 200,000 เหรียญ (ราวๆ 7 ล้านกว่าบาท) ให้กับนาฬิกา Apple Watch” Rimac กล่าว
เพราะแม้ท้ายที่สุด นาฬิกากลไกอาจดูโบราณ (ในรูปแบบทางเทคนิค) และมีความซ้ำซ้อนในการดูแลรักษา แต่มันกลับยังคงมีเศรษฐีมากมายที่ยอมทุ่มเงินหลายแสน หรือล้านเหรียญซื้อพวกมันไว้ในครอบครองอยู่ตลอด แม้หลายครั้งต้องแก่งแย่งคิวจองกันก็ตาม
ซึ่งสิ่งที่ Rimac ยกตัวอย่างมานั้น ก็เป็นการเปรียบเทียบที่ดีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ของรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง แรงม้าเกือบ 2,000 ตัว ราคา 2 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 73 ล้านบาท ที่ตนเองขาย กับเหล่ารถซุปเปอร์คาร์ หรือไฮเปอร์คาร์ของผู้ผลิตรายอื่นที่มีราคาใกล้เคียงกันหรือแพงกว่า แต่มาพร้อมกับขุมกำลังเครื่อยนต์สันดาปภายใน ซึ่งแม้จะเป็นเทคโนโลยีที่หลายคนมองว่ามาถึงทางตันแล้ว แต่ยังคงเร้าอารมณ์และได้ใจเหล่าอภิมหาเศรษฐีเงินหนามากกว่าอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ประกอบกับการที่จู่ๆกระแสความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของผู้คนทั่วโลกที่ลดลง ซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับมหาเศรษฐี แต่ยังรวมถึงประชาชนคนชนชั้นกลาง ลงไปถึงคนรากหญ้า
จึงทำให้ตัว Mate Rimac มองว่าเขายังไม่เห็นโอกาสที่กระแสความต้องการในการครองครองรถซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้าจะกลับมาพุ่งสูงอีกครั้งเหมือนตอนที่ตนเริ่มพัฒนา Rimac Nevera อีกเลยในเร็วๆนี้
และนั่นก็หมายความว่าในฝั่งผู้ผลิตที่เป็นเหมือนแบรนด์ญาติกัน (เพราะต่างสลับกันถือหุ้นไว้ในระดับครึ่ง-ครึ่ง) อย่าง Bugatti เอง ก็ไม่จำเป็นต้องรีบผันตัวมาทำซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้าในเร็วๆนี้เช่นกัน
เราจึงไม่ต้องแปลกใจไป หากสุดท้ายเราจะพบว่าทางแบรนด์ยังคงทำตัวตายตัวแทน Chiron ให้มาพร้อมกับขุมกำลังเครื่องยนต์สันดาปภายในต่อไปอยู่ดี แถมยังเป็นเครื่องยนต์สูบเยอะดังเดิมอีกด้วย แม้จะไม่ใช่แบบ W16 เทอร์โบ 4 ตัว แต่เป็น V16 ไร้ระบบอัดอากาศก็ตามที (แต่เครื่องยนต์ที่ว่านี้ ก็ยังคงทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในแบบไฮบริดอยู่ เพื่อการลดมลภาวะทางอากาศ ตามข้อกำหนดของภาครัฐในหลายๆประเทศ)
แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
Aston Martin Vulcan ไฮเปอร์คาร์สุดระห่ำ พร้อมเสียงเครื่อง V12 กระชากวิญญาน
6294 จำนวนผู้เข้าชม |

Aston Martin Vulcan รถแข่งสนามระดับไฮเปอร์คาร์ตัวโหดฝั่งผู้ดีอังกฤษ ถือเป็นรถที่บ้าบิ่นที่สุดของทางค่ายที่เคยสร้างมาเลยก็ว่าได้ มันเป็นการดึงประสบการณ์ต่างๆ ของทางแอสตันที่มีอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตอันยาวนานมาไว้ในคันนี้
Aston Martin Vulcan มาในรูปทรงที่โหดดิบ แฝงไว้ด้วยความหรูหราตามแบบฉบับแอสตัน ตัวถังเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด น้ำหนักรถเปล่าเบาเพียง 1,350 กิโลกรัม ด้านหน้ารถเด่นด้วยสปลิตเตอร์เสริมแรงกด กับช่องลมอากาศเข้าขนาดใหญ่ กระจกบังลมหน้าและด้านข้างเป็นแบบโพลีคาร์บอเนตซึ่งจะมีความทนทานกว่ากระจกทั่วไปและน้ำหนักเบากว่าตั้งครึ่ง ท่อไอเสียถูกจัดในตำแหน่งข้างตัวรถทั้งสองฝั่ง ทำจากอินควอแนล ไทเทเนี่ยม เพื่อเซฟน้ำหนักมากที่สุด ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้าย ‘Light Blade’ ดึงมาจากตัวคอนเซปต์ DP-100 และติดตั้ง Diffuser กับปีกท้ายปรับได้ขนาดใหญ่ช่วยในเรื่องอากาศพลศาสตร์ได้มาก
ภายในห้องโดยออกแบบได้ล้ำยุคเสมือนนั่งในยานอวกาศ มีการติดตั้ง Roll cage แบบเต็มรูปแบบเพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน FIA เบาะนั่งคนขับคาร์บอนไฟเบอร์จาก Recaro แบบยึดตายตัว แต่ในส่วนที่นั่งผู้โดยสารสามารถปรับตำแหน่งได้ พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด พวงมาลัยทรงเท่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์บวกหนัง Alcantara มีปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นที่ใช้งานหลักๆ อาทิ สตาร์ทเครื่องยนต์, เข้าเกียร์ว่าง, จำกัดกัดความเร็วเวลาเข้าพิท, ไฟเลี้ยว, ไฟขอทาง, ปรับตั้งค่าระบบ ABS และ Traction control และที่ปัดน้ำฝนพร้อมก้าน Paddle Shift แบบหมุนตามพวงมาลัย ชุดมาตรวัดแบบดิจิตอลสามารถแสดงข้อมูลได้แบบละเอียดยิบ มีกล้องวีดิโอพร้อม GPS ติดตั้งไว้สำหรับวิเคราะห์และประมินความสามารถคนขับหรือเปรียบเทียบเวลารอบกับนักแข่งคนอื่นๆ ได้ และระบบ Intercom ทำให้การสื่อสารระหว่างคนขับและผู้สอนที่นั่งข้างๆ รวมถึงในพิท ทำได้ง่ายขึ้น
หัวใจหลักของ Vulcan คือเครื่องยนต์ที่พัฒนามาจากตัวแข่งในสนาม GT3 ของทางแอสตัน เป็นเครื่องวางหน้าบล๊อคใหม่ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศช่วย ขนาด 7.0 ลิตร ทำแรงม้าได้กว่า 800 แรงม้า+ เชื่อมเข้ากับระบบเกียร์ 6 สปีด ที่ทำงานได้ฉับไวและน้ำหนักเบาเพียง 70 กิโลกรัม เท่านั้น รูปแบบช่วงล่างเป็นดับเบิลวิชโบน Pushrod ทั้งหน้าและหลัง เบรกแข่งคาร์บอน-เซรามิค CCMR 6 สูบด้านหน้า และหลัง 4 สูบ พร้อมล้อ Forged ขนาด 19 นิ้ว แบบ Center Lock สวมกับยาง Pilot Sport cup2 เพื่อการยึดเกาะระดับสูง
Aston Martin Valcan เป็นรถที่ใช้งานในสนามแข่ง สร้างมาจำกัดเพียง 24 คัน เท่านั้น ด้วยราคากว่า $3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ตีไปประมาณ 100 ล้านบาท+ แบบยังไม่รวมภาษีนำเข้า โดยลูกค้าจะได้คอร์สฝึกอบรมการขับ ดูแลโดยผู้ชนะเลอมังส์ Darren Turner ซึ้งจะทำให้ผู้ขับได้รับเทคนิคและประสบการณ์ไปแบบเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Aston Martin












